ทำอย่างไรให้สีรถใหม่ไปนาน ๆ เรามีคำตอบ มาอ่านเลย ฟรี

สีไม่จาง สบายใจ

สีไม่จาง สบายใจ

ใคร ๆ ก็อยากรถยนต์ใหม่ของตนเองที่มีสีเงา ๆ ฉ่ำ ๆ คงอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่หลายคนก็ละเลยที่จะดูแลรักษาอย่างถูกวิธี เพราะเห็นว่าสีที่สวย ๆ อยู่นั้นไม่น่าจะเลื่อมสภาพลงง่าย ๆ อย่างน้อยก็น่าจะใช้เวลาหลายปีที่จะมีอะไรมาทำให้สีสวยเกิดการเสื่อมสภาพลงไป ความคิดเช่นนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดครับ และไม่ควรละเลยการดูแลสีเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม อายุของสีรถยนต์ก็จะสั้นลงก่อนเวลาอันควรตามไปด้วย ผลที่ตามมานอกจากสีรถของคุณจะดูหม่นหมองลงแล้วยังอาจเกิดเป็นสนิมขึ้นมาได้อีกด้วย

เรามาทำความรู้จักกับประเภทของสีรถยนต์กันก่อนเลยดีกว่า

ประเภทแรกเป็นสีชนิดธรรมดา (Solid) เป็นสีพ่นรถยนต์ธรรมดาที่ไม่มีการเจือปนเกล็ดบรอนซ์ให้เพิ่มความเงางามของเนื้อสี แต่สีชนิดนี้จะมีความเงางามอยู่ในตัวโดยไม่จำเป็นต้องพ่นแล็คเกอร์ใสทับอีกชั้น สีชนิดนี้เมื่อเกิดริ้วรอยขูดขีดจนเกิดความเสียหายจะสามารถซ่อมแซมได้ง่ายโดยร้านทำสีทั่วไปจะนำสีมาเทียบเพื่อผสมสีสำหรับซ่อมเฉพาะจุดได้ สีประเภทนี้จะมีราคาที่ไม่สูงมากนัก

สีพ่นรถยนต์อีกประเภทหนึ่งคือ สีเมทัลลิค (Mettallic) เป็นสีที่ผสมเม็ดบรอนซ์ ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น เม็ดยาว เม็ดเหลี่ยม เม็ดกลม สีจะออกแวววาวเหมือนโลหะมากกว่าสีธรรมดา และจำเป็นต้องพ่นแล็คเกอร์ทับอีกชั้นเพื่อเพิ่มความเงาฉ่ำและความคงทนเพิ่มขึ้นมาอีก ข้อเสียของสีเมทัลลิคก็คือเมื่อต้องทำการซ่อมสีจะต้องใช้ผีมือและความปราณีตของช่างเป็นพิเศษ และการผสมสีเพื่อซ่อมจะมีราคาที่สูงกว่าสีธรรมดาอยู่มาก

หลังจากที่ทราบประเภทของสีรถยนต์กันไปแล้วก็มาดูที่วิธีการดูแลรักษาอย่างถูกต้องกันดีกว่า ไม่ว่าสีรถยนต์ประเภทไหน ก็มีวิธีการที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นการที่จะให้สีรถยนต์ของเราคงสภาพความสวยและเงางามไปได้อีกนานก็ควรจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

  1. ไม่ควรใช้แปรงปัดฝุ่นหรือไม้ขนไก่ในการปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บนตัวรถออก เพราะไม้ปัดฝุ่นจะทำให้ละอองฝุ่นเล็ก ๆ หรือเศษทรายที่มีความคมครูดไปบนผิวหน้าของสีรถจนเกิดรอยเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารอยขนแมวนั่นเอง
  2. ห้ามใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรถแทนการล้างด้วยน้ำเด็ดขาด ผ้าเปียกจะเก็บเม็ดทรายเล็ก ๆ ไว้เช่นเดียวกับไม้ปัดฝุ่นและทำลายผิวเคลือบสีรถยนต์อย่างรุนแรงไม่ต่างจากการใช้กระดาษทรายถูรถเลยครับ
  3. ควรล้างฝุ่นหรือคราบโคลนออกให้หมดด้วยน้ำสะอาดก่อน และไม่ควรใช้ฟองน้ำในการล้างรถเพราะฟองน้ำจะเป็นตัวเก็บเม็ดทรายอย่างดี แนะนำให้ใช้ผ้านุ่ม ๆ ล้างอย่างเบามือและต้องมีน้ำและฟองหล่อเลี้ยงตลอดเวลาและควรหลีกเลี่ยงการล้างรถจากเครื่องล้างอัตโนมัติควรหาเวลาล้างรถด้วยตัวเองจะดีที่สุด เพราะเราจะมาสามารถทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึงทุกจุด
  4. หลังจากล้างรถจนสะอาดแล้วควรรีบเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดและนุ่ม ถ้าหากมีเครื่องเป่าลมให้ใช้ลมเป่าแรง ๆ ให้น้ำที่เกาะอยู่ออกไปก่อน แล้วเช็ดให้แห้งอีกครั้งด้วยผ้าไม่โครไฟเบอร์หรือชาร์มัวร์ที่มีความสามารถในการดูดซับน้ำได้สูง
  5. หมั่นเคลือบสีบ่อย ๆ เท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยปีละ 3-4 ครั้ง หากมีเวลาว่างพอที่จะเคลือบสีเองได้ก็ทำได้บ่อย ๆ ตามความต้องการเลยครับ การเคลือบสีจะช่วยให้เป็นฟิล์มบาง ๆ ป้องกันชั้นสีรถไม่ให้ถูกทำลายเพิ่มขึ้นและรักษาความเงางามไว้ได้อีกนาน

อ่าน ถุงลมนิรภัย หรือ  AIR BAG ต่อ